‘เป็นเด็กวัยรุ่น คิดจะหนีเที่ยวดึกดื่นก็ระวังไว้’ อุทาหรณ์สุดสยอง ที่อาจจะทำให้หลายคนไม่กล้าเที่ยวอีกต่อไป..

‘เป็นเด็กวัยรุ่น คิดจะหนีเที่ยวดึกดื่นก็ระวังไว้’ อุทาหรณ์สุดสยอง ที่อาจจะทำให้หลายคนไม่กล้าเที่ยวอีกต่อไป..

ตอนนั้นในซอยตอนเย็น ๆ มืด ๆ จะมีเด็กแบ่งเป็นกลุ่ม ๆ ตามอายุออกมาเล่นกันบนถนนหน้าบ้าน ถ้าเป็นสาววัยรุ่นที่ใกล้เคียงกัน ถ้าไม่ตีแบต เล่นเกมส์อะไรก็จะมาจับกลุ่มคุย คุย คุย ไปเรื่อยจนสัก 2-3 ทุ่มก็เข้าบ้าน เราสังเกตว่าน้องหายหน้าไปหลายวันแล้ว แต่ไม่มีใครรู้เหตุผล เราเลยพูดกับแม่ แม่ก็เลยเล่าให้ฟังว่า อ้อแอนนี่โดนทำโทษกักบริเวณน่ะ ฐานหนีออกจากบ้านตอนกลางคืน แต่ไปเจอดีมาจนเพื่อน ๆ ต้องหามพากลับมาส่งบ้าน เรื่องถึงแตกว่า แอบปีนระเบียงชั้น 2 หน้าบ้านไต่จากหลังคากันสาดโดยกลุ่มเพื่อชายหญิงเอารถมารอรับแล้วขับกันออกไป น้องเขาหนีแบบนี้ไปหลายหนแล้วล่ะ แต่เรื่องแตกเพราะไปเจอดีที่บ้านร้างจนสติแตกเพื่อนต้องพากลับมาหาแม่ถึงได้สติขึ้นมา หนีไปเที่ยวดึก ๆ นอกบ้าน คงจะไปผับบาร์อ่ะนะแต่พอไปบ่อยเข้าคงเบื่อครั้งสุดท้ายที่เกิดเรื่อง พวกหัวโจกเลยจะไปลองของที่บ้านร้าง ในหมู่บ้าน (มีบ้านร้างหลังใหญ่ ๆ อยู่ 4-5 หลังได้) แถบฝั่งธน ขับรถกันไปวน ๆ หา ดึกดื่นมืดตื๋อก็อุตส่าห์ไปหาจนเจอ หลายคนลงไปเข้าบ้านโน้น ขึ้นรถไปลงบ้านนี้ แต่ละหลังก็ร้าง ๆ ไปตามสภาพไม้ใหญ่ครึ้ม

จนมาถึงหลังสุดท้าย แอนนี่คงรู้ตัวว่าตัวเองจิตไม่แข็ง ตกใจง่าย และหลังสุดท้ายพวกที่เคยมาลองของกันแล้วยืนยันกันไว้ว่าดุที่สุด แอนนี่เลยรออยู่ในรถคนเดียว (ฟังแล้วเป็นเราลงตามเพื่อนไปดีกว่า ) แอนนี่เป็นเด็กหน้าตาสะสวยมาก ผิวขาว ตากลมโต จมูกโด่งได้รูป อย่างกับเด็กฝรั่ง ตอนเล็ก ๆ เรายังชอบไปอุ้มแอนนี่มาเล่นด้วยบ่อยไป บางทีก็จัดปาร์ตี้ตุ๊กตาเล่นกัน เพราะเรามีแต่น้องชายเอาไว้เล่นมวยปล้ำ กับทะเลาะกัน เลยชอบไปชวนแอนนี่มาเล่นที่บ้าน (ที่บ้านไม่ชอบให้ไปเล่นที่บ้านคนอื่น แต่ถ้าชวนคนอื่นมาเล่นที่บ้านได้ไม่มีปัญหา) เข้าเรื่องต่อ แอนนี่นั่งรออยู่บนรถมองไปที่กลุ่มเพื่อน ๆ เริ่มลงดันทำเควส เอ้ยไม่ใช่ ๆ เริ่มเดินถือไฟฉายเข้าไปแถวบริเวณตัวบ้าน ก็ส่งเสียงดังโหวกเหวก รบกวน อาจจะมีท้าทายบ้างแต่แอนนี่ไม่แน่ใจว่าพวกเพื่อนพูดว่าอะไร ทันใดพวกเพื่อนก็ตกใจสุดขีดเพราะเสียงแอนนี่กรี๊ต กรี๊ตแบบลั่นรถ กรี๊ตแบบคนที่ตกใจมาจนสติหลุด เพื่อนผู้หญิงที่ไปด้วยกับแอนนี่ มาบอกแม่น้องเขาว่า แอนนี่กรี๊ตจนหนูยังหลอนเสียงติดหูไม่หาย ทุกคนวิ่งกลับมาที่รถ พบแอนนี่ฟุบอยู่หลังเบาะคนขับคุดคู้แทรกตรงที่วางเท้า เนื้อตัวสั่นเทาเป็นลูกนก เพื่อนเปิดประตูรถ แอนนี่ก็กรี๊ต ๆ ๆ ๆ บอกไม่เอา ออกไปอย่าเข้ามา ร้องไห้โวยวายแบบสติหลุดเลยทีเดียว เพื่อนทุกคนมองหน้ากันแล้วพร้อมใจกันกระโดดขึ้นรถบึ่งออกถนนใหญ่หาแสงไฟทางเป็นที่พึ่ง เพื่อนชายหญิงนั่งขนาบข้างแอนนี่ไว้ แอนนี่ก็ยังไม่หยุดร้องนะ เพื่อนถอดสร้อยพระมาสวมให้ก็ยังไม่หยุดร้องไห้ หยุดกรี๊ต

จะไปไหนได้ล่ะ ไปกัน 3 คู่แต่ก็อายุแค่ สิบกว่า ไปจนถึงยี่สิบที่ยังละอ่อนกันทั้งน้านจะช่วยเพื่อนยังไงหรือ? ไปหาพระวัดที่ไหนจะเปิด?ยามตี 2 ตี3 ไปหาตำรวจ ไปโรงพยาบาลมีหวังโดนอบรมยาวแน่ แถมเรื่องอาจจะถึงพ่อแม่ทุกคนในกรณีตำรวจ สำหรับโรงพยาบาลก็ไม่มีเงินมากพอจะจ่าย (แต่มีเงินไปเที่ยวได้ มันน่านะ -*-) ทุกคนเลยตัดสินใจพาแอนนี่กลับมาหาแม่เขา ถ้าเป็นปกติกลับมาแอนนี่ก็ปีนรั้ว ปีนกันสาด ข้ามระเบียงกลับเข้าห้องไปได้สบาย ๆ แต่สภาพแอนนี่ตอนนี้ทุกคนทำอะไรไม่ถูก จำใจต้องกดกริ่งทุบประตูเรียกแม่ เรียกน้องแอนนี่ให้มารับตัวแอนนี่และช่วยแก้ปัญหา แม่แอนนี่ด่าขโมงโฉงเฉงไปเลยค่ะพอรู้เรื่อง พอเห็นสภาพลูกสาวกับเรื่องที่เล่าจากปากเพื่อน ๆ ยิ่งด่าใหญ่เสียงดังจนได้ยินมาถึงมาถึงห้องนอนพ่อแม่เราที่ต้องตื่นมารับรู้เรื่องไปโดยไม่เต็มใจไปด้วย แอนนี่ตอนนั้นเรียกอะไรยังไงก็ไม่ได้ยิน ร้องไห้อย่างเดียว แต่ดีหน่อยที่พอเข้าบ้านก็หยุดกรี๊ต แต่ตัวนี่สั่นกึก ๆ ๆฟันกระทบกันเลย พอแม่แอนนี่ด่าจนเหนื่อยแล้วมานั่งลงข้าง ๆ ลูกสาวเตรียมจะสวดต่อ แต่พอเห็นลูกกลัวและสภาพแบบนั้น แม่เขาเลยดึงลูกมากอดไว้ลูบหัว บอกว่าไม่เป็นไรแล้วลูก ไม่มีอะไรแล้ว แม่อยู่นี่นะ ไม่มีใครทำอะไรหนูแล้ว บุญรักษานะลูกนะ ได้ผลค่ะแค่แป๊บเดียว แอนนี่ได้สติขึ้นมาเลย

อันนี้เป็นเรื่องจากปากคำของแอนนี่หลังจากได้สติ และกลุ่มเพื่อยังอยู่กันครบ แอนนี่บอกว่า ตอนที่เพื่อน ๆ ลงจากรถไปแล้วเริ่มส่งเสียงโหวกเหวกนั่นแอนนี่เห็นร่าง ๆ หนึ่งสวมชุดไทยแบบนางรำสวมชฎามีพวงมาลัยแนบข้างศีรษะ ค่อย ๆ รำเยื้องย่างออกมาจากบ้านเนิบนาบมาจนถึงรถที่แอนนี่นั่งอยู่และมารำอยู่ที่ข้างหน้าต่างกระจกรถที่แอนนี่เปิดไว้ แอนนี่คิดว่าตัวเองนี่พยายามปืดกระจกรถนะ แต่มันไขไม่ขึ้น แอนนี่ไม่ได้มองหน้าว่านางรำนั้นมีหน้าตาอย่างไร เพราะแค่เห็นมารำเยื้องย่างอยู่ข้างกระจกหน้าต่างที่ไม่ได้ปิดข้างตัวแอนนี่ นั่นก็มากพอจะให้แอนนี่สติดับได้แล้ว แอนนี่ไม่รู้ตัวหรอกว่าหลังจากนั้นแอนนี่ทำอะไรไปบ้างไปมุดตรงหลังเบาะคนขับรถได้อย่างไร กลับมาบ้านได้ไง แต่รู้ว่าได้ยินเสียงแม่เรียกถึงได้ตามเสียงกลับมาได้

เช้ามาค่ะ แม่แอนนี่พาแอนนี่ พายาย พาน้องไปวัดค่ะ พระท่านก็บอกว่า “มึ..น่ะเป็นพวกขวัญอ่อน ขวัญหายง่าย นังหนู แต่คนที่เป็นลูกทุกคนน่ะยังไงก็จะมีบารมีของคนเป็นพ่อแม่คอยคุ้มครอง เพราะฉะนั้นจะไปไหนไกลใกล้ต้องไหว้พ่อแม่ ต้องบอกพ่อแม่ไว้ แต่ที่เมื่อคืนมึ…หนีไปแบบนี้แม่เขาก็ไม่รู้ เขาก็อวยชัยให้พร วิงวอนเทพเทวดาให้ดูแลรักษาไม่ได้ มึ..ถึงได้เจอดีไง”จากนั้นเลยทำพิธีเรียกขวัญให้ ประพรมน้ำมนต์ เพื่อความเป็นสิริมงคล และแอนนี่ก็ถูกกักบริเวณทำโทษ และให้ย้ายห้องนอน จากห้องเดิมที่อยู่หน้าบ้าน ไปอยู่หลังบ้านซะเลย ไม่รู้เพราะเรื่องนี้หรือเปล่าที่หลวงพ่อที่วัดแถวบ้านพูดมาแบบนั้น ทำให้แม่เราเริ่มพูดอวยพรลูก (เรากับน้องชาย) เสมอเวลาเราจะออกจากบ้านไปโรงเรียนหรือตอนนี้ออกจากบ้านไปทำงาน พอไหว้แม่เสร็จจะได้คำว่า โชคดีลูก เดินทางปลอดภัย ฯลฯ ตั้งแต่นั้นมาจนบัดนี้เลย แถมท้ายด้วยเพื่อน ๆ ตัวแสบของน้อง ย้างค้า ยังไม่เข็ด แต่ก็คงจะขยาดขึ้นมาหน่อยเลยกลับไปที่บ้านนั้นตอนกลางวัน (ยังกล้าไปอีก =_=!) พวกเขาพากันไปกลุ่มใหญ่มากขับรถมั่ง มอเตอร์ไซค์บ้าง ไปสำรวจที่บ้านนั้นอีกที ทั้งข้างในและข้างนอก เห็นว่าจะไปหาศาลพระภูมิ หรือรูปเคารพเพื่อขอขมาลาโทษหากไปล่วงเกินโดยไม่รู้ แต่ก็ไม่พบสิ่งเหล่านี้กันเลย แต่เพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งเจอของบางอย่างที่ทำให้ต้องเรียกเพื่อน ๆ มาดูกัน เป็นตุ๊กตาไม้แกะสลักใส่ชุดไทยกลิ้งอยู่ใกล้ ๆ กับตัวบ้านสภาพค่อนข้างชำรุด ขนาดราว ๆ ครึ่งตัวคนได้อยู่ในท่ายกมือพนม และข้างหลังก็มีสีสเปรย์พ่นไว้ว่า “ของกู” พวกเด็ก ๆ ไม่รู้หรอกว่าเกี่ยวกันไหมเลยไม่ได้ใส่ใจ และพากันกลับออกมา

เครดิต เป็นเด็กวัยรุ่น คิดจะหนีเที่ยวดึกดื่นก็ระวังไว้หน่อย 

loading...
แบ่งปัน