ฮาโลวีนหลอนที่กาญจนบุรี.. เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อ 14 ปีก่อน แต่ยังหลอนจนถึงทุกวันนี้!!

4382

ฮาโลวีนหลอนที่กาญจนบุรี.. เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อ 14 ปีก่อน แต่ยังหลอนจนถึงทุกวันนี้!!

เคยได้ยินเรื่องนี้ไหม #ฮาโลวีนหลอน เกิดขึ้นที่ จ.กาญจนบุรี

30 ตุลาคม พ.ศ. 2546

มีวัยรุ่นกลุ่มนึงเป็น นศ.จากมหาวิทยาลัยชื่อดังเเห่งหนึ่ง เดินทางไปเที่ยวเพื่อเก็บภาพบรรยากาศสวยๆและถือโอกาสไปท่องเที่ยวช่วงปลายปี

ทุกคนตัดสินใจโทรจองโรงเเรมเพื่อจะเข้าพัก ทั้งหมด 7คน (ชาย4 หญิง3 คน) เเต่ทางโรงเเรมไม่รับจอง ให้วอร์คอินเข้าไป เมื่อทุกคนวอร์คอินเข้าไปเพื่อจะตกลงเอาห้องพักที่โรงเเรมแห่งนั้น เเต่พนักงานของโรงเเรมบอกว่า ที่พักเต็มแล้ว เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงไฮซีซั่น ที่พักจะเต็มตลอด ถ้าลูกค้าโชคดีมาก็ได้พัก เเต่ถ้าโชคไม่ดีอย่างพวกเราก็เป็นอย่างที่เห็น

ทุกคนจึงตัดสินใจขับรถไปหาที่พักในละเเวกนั้น ซึ่งตอนนั้นเป็นเวลากลางคืนประมาณ 2ทุ่มเห็นจะได้

เมื่อขับรถไปโดยที่ไม่มีจุดหมายปลายทางทุกคนจึงตัดสินใจว่าจะเอายังไงกัน เพราะมันก็มืดเเล้ว จึงขับรถออกไปในที่ที่อยู่ลึกจากตัวเมืองซึ่งไกลมาก เพื่อนคนที่นั่งหน้ารถก็บอกให้คนที่ขับว่า เห็นป้ายไหม นั่นไงๆ เลี้ยวไปเลย #มารีย์โฮมสเตย์ ทุกคนจึงตัดสินจะเลี้ยวเข้าไปแล้วขับไปตามทางซึ่งเป็นทางเปลี่ยวมาก และระยะทางตามถนนก็เป็นถนนลูกลัง เเน่นอนมันอยู่ไกลจากหมู่บ้าน ไม่มีแสงสว่างใดๆ และบ้านหลังไหนอยู่เเถวนั้นเลย

เพื่อนคนนึงในกลุ่มจึงพูดขึ้นว่า “จะมีโฮมสเตย์หรือเปล่าก็ไม่รู้ ดูจากทางเข้าก็ไม่น่าจะมีเเล้ว หรือถึงมีก็คงเจ๊ง เพราะคงไม่มีใครกล้าขับเข้าไปพักเเน่นอน มันอยู่ไกลมากๆ ไกลจนไม่มีใครคิดว่าจะมีโฮมสเตย์อยู่จริงๆ” แต่ทุกคนไม่มีทางเลือก จึงตัดสินใจที่จะไปต่อ
ระหว่างทางที่กำลังขับหาโฮมสเตย์แห่งนั้น ทุกคนสะกิดกันเเล้วบอกว่ามีคนขายของอยู่ข้างถนน จึงตัดสินใจขับรถไปจอดเทียบตรงร้านค้า ป้าคนหนึ่งนั่งขายพวก กบย่าง นก หนูนา ข้างทาง (ที่รู้เพราะมีป้ายเขียนไว้ชัดเจนมาก ถ้าคนไป ตจว.บ่อยๆสังเกตุจะรู้ว่าตามข้างทาง จะมีร้านขายแบบนี้อยู่เยอะพอสมควร)

คนขับรถจึงถามว่า “ป้าครับ มารีย์โฮมสเตย์ อยู่ตรงไหน และอีกไกลไหมกว่าจะถึง” แต่ป้าคนนั้นก้ไม่ได้ตอบอะไรพวกเขา หนำซ้ำป้าเเกยังทำเป็นไม่สนใจด้วยซ้ำ เหมือนพวกเข้าไม่มีตัวตัน เพื่อนๆคนอื่นที่นั่งในรถก็บอกว่า ไปเหอะมึง ลองขับไปอีกดูเผื่อจะเจอคนอื่นค่อยถามก็ได้ ทุกคนจึงขับรถออกมาจากร้านขายของของป้าคนนั้น มีเพื่อนคนนึงพูดว่า “พวกแกว่าแปลกๆปะ มืดๆแบบนี้ ดึกดื่นๆ ป้าเเกมานั่งขายอะไรให้ใครว่ะ ไฟทางก็ไม่มี อย่าว่าเเต่คนจะมีเลย รถสักคันก้ไม่มีผ่านสักคัน แปลกๆปะวะ” ทุกคนได้ฟังจึงพูดว่า “เออว่ะ แปลกจริงๆด้วย ลองคิดดูดิ ไม่มีคนดีๆที่ไหนเค้ามานั่งขายของตอนนี้หรอก และที่สำคัญ ในสถานที่ทำเลแบบนั้นอย่าว่าเเต่กลางคืนเลย กลางวันจะมีคนผ่านมาซื้อหรือเปล่ายังไม่รู้เลย” หลายคนเริ่มคิด และอีกหลายๆคนเริ่มมีอาการหวาดกลัวละ แต่ไม่มีใครพูดอะไรต่อ จึงขับไปอีกนิดเห็นป้าย ใหญ่ๆสีขาวเขียนว่า ยินดีต้อนรับเข้าสู่ #มารีย์โอมสเตย์ ทุกคนถึงกลับโล่งที่เจอโฮมสเตย์สักทีเพราะด้วยบรรยากาศและความมืดของถนนตลอดทางมันวังเวงมาก จึงตัดสินใจขับเข้าไปในตัวโฮมสเตย์

พอไปถึงจึงลงเเล้วเข้าไปในล๊อบบี้ของโฮมสเตย์ มีพนักงานอยู่ที่เค้าท์เตอร์ คนนึง เป็นผู้ชายวัยกลางคนมาต้อนรับพวกเขา คนนึงในกลุ่มจึงเจรจาถามราคาและลักษณะห้อง มีเพื่อนคนนึงในกลุ่มถามว่า “ที่นี่มีห้องพักทั้งกี่ห้องครับ” พนักงานคนนั้นบอกว่า “มีทั้งหมด 30ห้อง” เพื่อนอีกคนจึงถามต่อทันทีว่า

“แล้วมีว่างกี่ห้องครับตอนนี้” พนักงานตอบว่า “ว่างทั้ง30ห้อง”
“อ้าวแล้วไม่มีใครมาพักเลยหรอครับน้า” เพื่อนคนเดิมถามกลับ
“มีเเต่ช่วงนี้ลูกค้าไม่ค่อยมีหรอก เเต่ว่าคืนวันฮาโลวีนอะ ห้องจะเต็มหมด”
เพื่อนผู้หญิงอีกคนถามกลับ “ก็พรุ่งนี้นี่ค่ะ วันฮาโลวีนอะ”
“ใช่แล้วครับ แล้วพวกคุณๆจะอยู่กันกี่คืนละ” ทุกคนบอกว่าคืนเดียวก่อนก็พอ เพราะพรุ่งนี้จะไปหาโรงงเเรมที่อื่นอยู่ใกล้ๆตัวเมือง เพราะตั้งใจจะไปเที่ยวเเถวนั้น เเต่วันนี้ไม่มีที่พักต้องขับมาหลายกิโลเลยกว่าจะได้ที่นี่

พนักงานบอกโอเคตามใจ แล้วพูดขึ้นว่า “ขอเก็บเงินก่อนนะครับ” คนในกลุ่มที่เป็นคนขับรถพูดขึ้นว่า “โหน้า พวกผมยังไม่เห็นห้องพักเลยถ้าอยู่ไม่ได้พวกผมให้ตังน้าไปก็เสียเงินฟรีดิ ถ้าอะไรยังไงพรุ่งนี้ก็ได้พวกผมอะไม่เบี้ยวหรอก พรุ่งนี้เช้าขึ้นมาเคาะห้องเอาให้เลย” พนักงานพูดสวนตอบกลับมาทันทีว่า “เสียใจ เคยมีคนพูดแบบนี้เเหละ พอถึงเวลาตอนเช้ามา พวกมันตายกันหมด แล้วผมจะไปเก็บกับใคร เก็บที่ไหนละ” ผู้หญิงในกลุ่มพูดขึ้น “มีตายด้วยหรอค่ะ” พร้อมทำสีหน้าเจื่อนๆ แล้วมองหน้าเพื่อนทุกคน ทุกคนมีสีหน้าถอดสีแปลกๆ แต่ก็คิดในแง่บวกคิดว่า น้าเเกคงพูดเล่น ก็ไม่ได้คิดอะไรกัน พอเคลียร์ค่าที่พักเสร็จพนักงานก็ยื่นกุญเเจห้องพักให้ แล้วบอกว่า “อะ อยากจะพักห้องไหนก็ตามใจเลยนะ” ทุกคนบอกโอเคพร้อมขอบคุณ

คนนึงในกลุ่มพูดขึ้นมา “เห้ย มีเเบบนี้ด้วยอ่อว่ะ ให้เลือกห้องเอง พอใจห้องไหนก็ไขเข้าไป งี้หรอ ตลกว่ะ”ทุกคนก็งงๆ และแสดงอาการขำๆกันไปก่อนที่จะไม่คิดอะไรเเยกย้ายกันไปหาห้องที่ดีที่สุดและใหญ่ที่สุด ทุกคนตกลงกันว่าจะอยู่ห้องเดียวกันทั้งหมด7คน จึงเลือกห้องที่ใหญ่ที่สุด และจัดของเปลี่ยนเสื้อผ้าอาบน้ำกันปกติ …

ตกดึกเวลา ประมาณ 00.24 น. เข้าสู่วันฮาโลวีนแล้ว เพื่อนคนนึงออกไปคุยโทรศัพท์ ข้างนอกซึ่งเป็นระเบียงของทางห้องพักออกมา แล้วตาเหลือบมองลงไปเห็น คนกลุ่มนึงประมาณ 4-5คน เดินเข้ามาในทางเข้าของตัวโฮมสเตย์ ด้วยความที่สงสัยว่าดึกดื่นป่านนี้ยังมีคนเข้ามาพักที่นี่อีกหรอ จึงเดินเข้าไปเรียกเพื่อนเพื่อบอกว่ามีคนมาพักอีกกลุ่มเเล้ว เราค่อยสบายใจหน่อยเพราะอย่างน้อยๆก็มีคนอื่นนอกจากพวกเรามาพักด้วย เพื่อนอีกคนจึงออกมาดู ปรากฏว่า กลุ่มคนพวกนั้นข้างล่างที่เค้าเห็น ลากไม้กางเขนขนาดใหญ่พอประมาณเข้าในโฮมสเตย์ พร้อมกับสวดอะไรบางอย่าง ทั้งสองคนที่ออกมาดูถึงกับงง ว่าพวกเขาทำอะไรกัน จึงตัดสินใจวิ่งเข้าไปบอกเพื่อนคนอื่นๆในห้องเพื่อจะเรียกมาดู เเต่ปากฎว่าออกมาดูกัน ไม่เห็นอะไรเเล้ว ทำให้2คนเเรกที่เห็นถึงกับช๊อค แต่เพื่อนคนอื่นๆอีก5คนที่ไม่เห็นกลับตลกและไม่เชื่อ คิดว่าสองคนนี้แกล้งเฉยๆ ทั้ง2คนที่เห็นกับตาต่างงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วรีบเข้าห้องไปทันที

ทุกคนเริ่มง่วงกัน เเต่มีผู้หญิงคนนึงในกลุ่ม เดินออกไปสูบบุหรี่ข้างนอกระเบียง ปากฏว่าเธอเห็น ผู้หญิงแก่คนนึงเรียกเธอให้ลงไปช่วยยกของอะไรหน่อย เธอจึงแปลกๆ เเละคิดว่า บ้าใครจะไปช่วยรู้จักกันก็ไม่รู้จักกัน จึงเหลือบตาไปมองทางอื่นแล้วสูบบุหรี่ปกติ แต่ในใจครุ่นคิดว่า นี่มันป้าคนมะกี้หนิที่ขายของอยู่ข้างทางที่ขับรถผ่านมา การเเต่งตัว ลักษณะท่าทาง คือใช่ป้าคนนั้นเเน่นอน แล้วเเกมาทำอะไรที่นี่ มาได้ยังไง ซึ่งจากตรงที่เเกขายของมามันไกลมากนะ เธอเริ่มสงสัย แต่ไม่ได้คิดถึงเรื่องผีอะไร จึงเดินเข้าไปในห้อง เพื่อนคนนึงที่นั่งเล่นโทรศัพย์จึงบอกว่า “อ้าว ขึ้นมาตอนไหน มะกี้เห็นเธอลงไปข้างล่างตอนเปิดประตูออก เราถามว่าไปไหน เธอบอกว่าไปช่วยป้าคนนึงยกของ เราก็งงว่าป้าคนนั้นคือใคร แล้วเธอจะไปช่วยทำไม” คนที่สูบบุ่หรี่บอก “บ้า เราไม่ได้ไปไหนนะ ยังไม่ได้เดินไปตรงประตูเลย เราออกมาหลังระเบียง สูบบุหรี่อยู่ มั่วละ อย่ามาอำ” อ้าวก็เราเห็นจริงๆ เเต่ไม่ได้เห็นว่าเป็นเธอนะเพราะมัวเเต่เล่นโทรศัพท์อยู่
ไม่ได้มอง เเต่ก็คิดว่าเป็นเธอเเหละเพราะไม่มีใครหนิ คนอื่นก็นอนกันหมดเเล้ว” คนที่สูบบุหรี่เริ่มกลัวละและเริ่มแปลกๆ คิดในใจ เพื่อนคนนั้นจะรู้ได้ไงว่ะว่ามีคนเเก่คนนึงให้ลงไปช่วยยกของเพราะตอนเธอสูบบุหรี่มีเธออยูคนเดียว

เธอจึงบอกความจริงทั้งหมดว่าเกิดอะไรขึ้นแล้วเล่าให้ฟังว่าเธอไม่ได้ลงไปไหนนะ ทุกคนจึงตื่นเเล้วมาจับกลุ่มคุยกัน ทุกคนเริ่มรู้สึกไม่ดีละ เเละมีคนนึงพูดมาว่า “เมื่อตอนที่เดินขึ้นมาจากล๊อบบี้ มีใครได้ยินเสียเพลงอะไรไหม เพลงแบบเศร้าๆ เป็นภาษาอะไรก็ไม่รู้จับใจความไม่ได้ ทุกคนก็บอกว่าเออๆ ได้ยินๆ เเต่ไม่ได้คิดอะไร พอเพื่อนคนนั้นพูดมาทุกคนก็กลัวเเละเริ่มรู้สึกไม่อยากนอนที่นี่เเล้วมันแปลกๆ ไม่รู้จะทำไงดึกแล้วด้วย มีทางเดียวคือรอให้เช้าเเล้วเก็บของให้เร็วที่สุด

สักพักมีคนมาเคาะประตูห้องที่พวกเขานอนกัน เพื่อนคนนึงจึงเดินไปดูตรงตาเเมวส่องไป เห็นเป็นคนใส่หน้ากากตัวตลกจ้องมองมาที่เขาตรงตาเเมวทางประตูห้อง เธอก็ไม่ได้คิดอะไร คิดว่าคงเป็นเเขกของโฮมสเตย์เเต่งตัวชุดแฟนซีและมาเล่นแกล้งกันปกติ เพราะ เวลานี้เป็นวันฮาโลวีนพอดี เธอก็เดินเข้ามาบอกเพื่อนๆที่อยู่บนเตียง เพื่อนถามว่า “ใครอะ” เธอจึงบอกว่าไม่มีอะไรหรอก เเค่คนเเต่งตัวเป็นปีศาจตัวตลกในคืนวันฮาโลวีนมาเคาะ สงสัยคงจะเเกล้งให้เเขกคนอื่นกลัว

เเต่ทุกคนเริ่มเอะใจ นี่มันประเทศไทย เทศกาลแบบนี้คนไทยคงไม่มีใครเเกล้งกันเเบบนี้ในที่พักส่วนตัวหรอก แล้วอีกอย่างจะว่าคนต่างชาติก็ไม่ใช่เพราะพนักงานเพ่งบอกว่าห้องพักว่างทั้ง30ห้อง นั่นหมายถึงมีห้องเราพักเเค่ห้องเดียว เเล้วเหตุการณ์แปลกๆที่เกิดขึ้นเเบบพิลึก ทุกคนจึงเริ่มกลัวเเล้วคิดไปต่างๆนาๆว่าที่นี่มันเริ่มมีอะไรไม่ชอบมาพากล เพื่อนคนนึงในกลุ่มเริ่มบอกให้ทุกคนอยู่รวมกันไว้นะที่นี่ดูพิลึกชอบกล แปลกๆ และทุกคนตัดสินใจเป็นเสียงเดียวกันว่าพวกเราออกไปจากที่นี่เหอะ เวลาตอนนั้นประมาณ 01.58 น.สักพักทุกคนเริ่มเก็บของใส่กระเป๋าทุกอย่าง รอจังหวะดีๆแล้วพร้อมจะออกจากที่นี่ไปที่รถ ทุกคนรวบรวมความกล้าลงไปที่ล๊อบบี้เพื่อจะคืนห้องและเอากุญเเจห้องลงไปคืนพนักงาน พนักงานคนนั้นไม่อยู่เเล้ว เพื่อนผู้หญิงคนนึงจึงเอาปากกาตรงเค้าท์เตอร์มาเขียนโน๊ตทิ้งไว้ว่า “พวกหนูกลับเเล้วนะค่ะ พอดีมีธุระต้องกลับ กทม.ด่วนมากๆค่ะ ค่ามัดจำห้องพักพวกหนูไม่เอานะค่ะ กุญเเจวางอยู่ตรงนี้นะ ค่ะ ขอบคุณค่ะ” พร้อมเอาโน๊ตวางไว้บนเค้าท์เตอร์แล้วเอาพวงกุญเเจห้องวางทับไว้ เเล้วรีบเดินไปที่รถ เอาของใส่ท้ายรถ แล้วรีบขึ้นรถขับออกไปทันที

เพื่อนๆพูดเหมือนกันว่า “โรงเเรมนี้ต้องมีอะไรเเน่ๆเลย น่ากลัวว่ะ…” ทุกคนเงียบ แล้วขับรถออกไปสักพักนึง เพื่อนคนนึงในกลุ่มเป็นผู้ชาย พูดขึ้นมาว่า ลืมกระเป๋าโน๊ตบุ๊คไว้ที่โต๊ะในล๊อบบี้ว่ะ วนกลับไปเอาได้ไหม ทุกคนบอกเห้ย ” สับเพล่าว่ะมึง ยิ่งกลัวๆไม่ค่อยอยากกลับเข้าอีกแล้ว พรุ่งนี้ค่อยเข้ามาเอาได้ไหม ” เพื่อนอีกคนนึงพูดเออใช่ พนักงานคงเก็บไว้ให้เเหละ เดี๊ยวพรุ่งนี้ขับรถกลับมาเอากันใหม่ตอนนี้กูไม่ไหวละ ขนลุกไปหมด เจ้าของโน๊ตบุ๊คก็ตกลงตามนั้นในใจก็กังวลกลัวคนจะมาหยิบไป แต่ก็กลัวเหมือนกันทำไงได้ก็เลยต้องว่าไปตามนั้น

ทุกคนขับรถไปในเมืองอีกครั้ง เเล้วจอดที่ปั๊มไม่ได้นอนกัน ต่างพูดถึงเรื่องต่างๆที่โฮมสเตย์แห่งนั้น จนเช้า ทุกคนขับรถจากตัวเมืองไป ที่โฮมเสตย์หลังนั้นอีกครั้ง เเต่ขับเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ เจอเเต่ป้ายที่เป็นลุกศรชี้ที่เป็นทางเข้าอะ เเต่ขับไปหาเท่าไหร่ก็หาไม่ได้ ขับไปเรื่อยๆจนเจอร้านขายของของป้าคนที่เจอเมื่อคืน เห็นป้ายเขียนว่า “นก หนูนา เเวะก่อนได้จ๊ะ” ทุกคนจำได้จึงพูดว่า นี่ไงผ่านร้านป้ามะคืนลองขับไปอีกเดี๊ยวก็เจอโฮมสเตย์ เเต่ร้านป้าที่เห็นคือ มีเเต่ป้ายเก่าๆที่จะพังเเหล่ไม่พังเเหล่ และหนำซ้ำยังมีแต่หลังคาร้านไม่มีโต๊ะนั่ง หรืออะไรที่สื่อว่าใช้งานได้เลย เเล้วที่ทุกคนเห็นเมื่อคืนละ คืออะไร ?

ทุกคนขับไปจนถึงป้ายใหญ่เป็นทางเข้า โฮมสเตย์ เเต่ที่ป้ายเขียนว่า #สุสานมารีย์ ป้ายนั้นเป็นป้ายที่เก่ามาก เหมือนกับไม่มีใครมาดูเเลมานานมากแล้ว เเล้วทุกคนมองเข้าไปตามทางข้างในทางเข้าโฮมสเตย์ ตลอดทางสิ่งที่ทุกคนเห็นเหมือนกันคือ เป็น #สุสาน ซึ่งมีไม้กางเขนปักอยู่เต็มไปหมด ทุกคนขนลุกแล้วงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนเป็นอย่างมาก บางคนน้ำตาไหลออกมาเองเฉยๆ บางคนอึ้งไปชั่วขณะ พูดอะไรไม่ออก เพื่อนคนนึงเดินไปตรงต้นก้ามปูขนาดใหญ่เพื่อไปดูอะไรที่วางอยู่ใต้ต้นไว้ ปรากฏว่า สิ่งที่เห็นยิ่งตอกย้ำว่ามันคือความจริงก็คือ #กระเป๋าโน๊ตบุ๊ค ที่เพื่อนผู้ชายในกลุ่มลืมไว้นั่นเอง

แล้วเมื่อคืนพวกเขาเหล่านี้ไปพักที่ไหน?
ไปนอนบนห้องพักใคร?
แล้วมันเกิดขึ้นได้ยังไง ทุกคนในกลุ่มที่เจอคงมีคำถามในใจกันเอง แล้วมันคืออะไร อะไรคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ทุกๆอย่างที่เจอเเละเกิดขึ้นมันคือภาพลวงตาทั้งหมดเลยหรอ?

ทุกคนบนรถเงียบสงัด ไม่มีกิริยาใดๆบนรถเกิดขึ้น ไม่มีใครพูดอะไร ได้เเต่นั่งเงียบ จนขับรถไปถึงถนนหลักมีบ้านคนและมีตลาดนัดพอดี ทุกคนจึงจอดและถามชาวบ้านว่า รู้จัก สุสานมารีย์ ไหม

ชาวบ้านบอกว่า รู้จักสิ สมัยก่อนเมื่อ 30กว่าปีก่อนโน้น มีฝรั่งมาซื้อที่ไว้ และสร้างเป็นโฮมสเตย์ให้นักท่องเที่ยวที่ต้องการมาดื่มด่ำบรรยากาศธรรมชาติพัก เเต่มีปัญหาเรื่องที่ดินกับหุ้นส่วนที่เป็นคนชาติเดียวกันคือ แคนาดา ฆ่าตาย และโฮมสเตย์หลังนั้นก้ไม่มีคนดูเเลเพราะคนที่ฆ่าเจ้าของตายก็จมน้ำตายอย่างปริศนาในทะเลสาปแถวนั้น ต่อมามีการรื้อโฮมสเตย์ทิ้งเเละทำเป็นสุสานล้างมานานกว่าเกือบ15ปีเเล้ว

เครดิต Natthawut Linji 

แบ่งปัน