หนุ่มดวงซวย!!! ไปกินขนมแต่กลับต้องจ่ายร่วมแสนเพียงเพราะกัดเจอสิ่งนี้ในขนม!?

36

สำหรับท่านที่ชอบอาหารนอกบ้านเคสนี้คงต้องเก็บไว้เป็นอุทาหรณ์ในการพิจารณาอาหารก่อนที่จะทานทุกครั้งแล้วละ มิเช่นนั้นอาจจะเป็นเหมือนคุณ chaleerx ที่ได้มาแบ่งปันประสบการณ์การทานอาหารนอกบ้านแล้วเจอของแปลกปลอมในอาหาร

มีเรื่องราวที่อยากจะเล่าให้ฟัง
เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับผมเมื่อ 2 วันก่อน ในร้านขนมหวานชื่อดังมาก ร้านโปรดผมเอง
ผมชอบทานเพราะบรรยากาศร้านและความอร่อยที่โดดเด่นแตกต่างจากขนมหวานเจ้าอื่นๆ
ร้านนี้มีบริการชาให้ทานฟรี ซึ่งตัดเลี่ยนขนมหวานได้อย่างลงตัวครับ
บวกกับลูกค้าที่รอคิวรับประทานอย่างหนาแน่น ทำให้ร้านนี้ดึงดูดผมเป็นอย่างมาก
เป็นร้านประจำที่ผมจะเข้าบ่อยเวลามาเดินห้าง

วันนั้นผมสั่งขนมที่เป็นน้ำแข็งใสสไตล์ญี่ปุ่น(Kakigori) เหมือนทุกครั้งที่มา และก็น้ำมะม่วงปั่น
ขณะที่กินไปได้ประมาณครึ่งถ้วยผมรู้สึกได้ว่าไปกัดโดนอะไรแข็งๆบางอย่างค่อนข้างแรง แต่ก็ยังคงทานต่อไปสักพัก
ก็คิดว่าอาจจะเป็นเกล็ดของช็อคโกแลตที่อยู่ภายในขนม หรือเศษน้ำแข็งอะไรสักอย่าง
ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร แต่ก็ยังทานต่อไป
และก็มารู้สึกว่ากัดโดนเศษแข็งๆอีกครั้งนึง ผมจึงคายออกมาก็พบว่าเจอเศษสีขาวๆแข็งๆจำนวน 3 ชิ้น
ตอนนั้นตกใจมาก มันคือเศษฟันของเรานี่หว่า? เป็นไปได้ยังไง? ฟันเราแตกเหรอ
ตายละ เกิดอาการเครียดขึ้นมาในบัดดล
และก็ยังเจอเศษสีดำชิ้นเล็กๆที่แข็งมากอีก 1 ชิ้น
ตอนนั้นก็คิดว่าเศษสีดำอันนี้คือสาเหตุที่ทำให้เราฟันแตกหรือเปล่าเนี่ย?

ฟันของเราคงไปกัดโดนอะไรบางอย่างในขนมนั้นแล้วแตก ไม่ทราบว่ามันคืออะไร
ในรูปข้างบนจะเป็นรูป เศษฟันกรามซี่ทางซ้ายบนของผม กับของแข็งปริศนาสีดำ

ผมจึงเรียกพนักงานมาพร้อมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น และส่งเศษสีดำชิ้นเล็กๆนั้นให้พนักงานดู
เพื่อต้องการทราบว่าสิ่งนั้นคืออะไร
ผมบอกว่า “ผมกินขนมอยู่ เคี้ยวเจอของแข็งๆ คายออกมาเจอสิ่งนี้ไม่ทราบมันคืออะไร ตอนนี้ฟันของผมแตก”
พนักงานหยิบใบเสร็จของผมเดินกลับไปสักครู่ และเดินกลับมา
พร้อมแสดงสปิริท คืนเงินค่าขนมหวานในส่วนที่เป็น Kakigori ให้ผมทันที จำนวน 245 บาท
ทั้งยังขอชื่อเบอร์ติดต่อ และให้เบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวแก่ผมไว้
พร้อมบอกว่า ทางร้านขอตรวจสอบและจะรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นให้อีกด้วย
โดยจะหาข้อสรุปและโทรติดต่อกลับไปหาผมภายใน 2 วัน
คนที่คุยกับผมคือผู้ช่วยผู้จัดการร้านในตอนนั้นผมรู้สึกเจ็บฟัน แต่ก็รู้สึกประทับใจในสิ่งที่ร้านตอบสนอง
ในใจก็คิดว่า ก็ดีนะ ที่อาจจะได้รับการชดเชยสินไหมจากทางร้าน หรืออาจจะเป็นอะไรสักอย่าง

ในคืนนั้นผมทรมานมากเพราะฟันมันแตก ยังรู้สึกปวดจากแรงปะทะในตอนนั้นอยู่
ฟันเป็นรู เศษอาหารสามารถหลุดลงไปติดได้ง่ายมากๆ
เคี้ยวอาหารไม่ถนัดเลยเพราะต้องย้ายฝั่งมาเคี้ยวทางขวาแทน
จะรู้สึกไม่ชิน รู้สึกว่าเหมือนมีเศษอาหารอยู่ในนั้นตลอดเวลา
ก็จะชอบเอาลิ้นไปดุนๆ จนลิ้นโดนบาดเป็นรอย ก็จะรู้สึกชาๆที่ลิ้นไปด้วย
มันเป็นความรู้สึกที่ทุกข์ทรมานใจยิ่งนัก แต่ก็ต้องทนรอไปก่อน เพื่อฟังคำตอบจากทางร้าน

ผ่านไปเพียงวันเดียว ทางร้านก็ติดต่อกลับมา รวดเร็วทันใจมาก
โดยบอกว่า ทางร้านจะพาผมไปทำฟัน
ให้ผมหาคลินิกหรือโรงพยาบาลที่สะดวก เข้าทำการรักษาได้เลย
ทางร้านมีทำประกันเอาไว้ เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายตรงนี้อยู่พอดี
ตอนนั้นก็คิด เฮ้ยยย พวกเขาแสดงความรับผิดชอบดีนะ จะดูแลค่าทำฟันให้เราด้วยอะ
ผมติดต่อหาคลินิกทันตกรรมเรียบร้อย และโทรกลับไปนัดทางร้านอีกทีเป็นวันรุ่งขึ้นช่วงค่ำ
โดยที่ทางร้านจะส่งคนมาพบผมที่คลินิกนั้นเลย
ซึ่งก็คือผู้จัดการร้าน และคนที่รับเรื่องในวันนั้น (ผู้ช่วยผู้จัดการ) จะเข้ามาด้วยกัน 2 คน
ก็คือทางร้านตั้งใจว่าจะรับผิดชอบโดยการชำระค่าใช้จ่ายทำฟันให้ตามจริง

ผมก็รู้สึกดี อย่างน้อยทางร้านก็จะช่วยจ่ายค่าอุดฟันให้ผมนิดหน่อย
ถ้าฟันของผมกลับมาเคี้ยวได้เหมือนเดิมผมก็รู้สึกโอเคแล้วนะ

วันถัดมา ผมก็ได้เจอกับผู้จัดการร้านขนมหวานร้านนี้
เขาตามผมมาที่คลินิก มาในเครื่องแบบของร้านขนมหวานนั้นเลย บนเสื้อมีชื่อร้านปรากฏชัดเจน
สมกับชื่อว่าพวกเขาตามเรามา
ผมก็คิดว่า เฮ้ยนี่คือมาในหน้าที่เลยอะ เจียดเวลางานออกมาเพื่อพบเราเลยหรือนี่?
พวกเขามากัน 2 คน ด้วยรถยนต์ส่วนตัว
พอเราเจอกัน ผู้จัดการเข้ามาสวัสดีผมพร้อมถามผมด้วยความเป็นห่วงว่า
“ฟันของผมเป็นยังไง เคี้ยวอาหารลำบากไหม”
ผมคิดในใจ โหหห ดีจังเลย ใส่ใจความรู้สึกลูกค้าด้วยนะ


หลังจากที่คุยกันได้สักพัก ผมก็ได้ทราบมาว่า
ในวันที่เกิดเหตุ ทางร้านได้มีการเอาเครื่องปั่นน้ำแข็งทั้ง 2เครื่องในร้านมาตรวจสอบดูอย่างละเอียด
เพื่อหาสาเหตุของของแข็ง เผื่อจะมีอุปกรณ์ชิ้นส่วนไหนหลุดออกมา
เครื่องปั่น ใบพัด ชิ้นส่วนต่างๆ ก็ยังไม่พบความผิดปกติใดๆ

ช่วงที่ตรวจสอบยังได้พักการทำงานของสองเครื่องปั่นน้ำแข็งนี้ด้วย
โดยการเบิกเครื่องใหม่มาใช้งานแทนเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับลูกค้าคนอื่นๆ
เขาบอกว่าเป็นไปได้เหมือนกันว่ามันอาจจะมาจากขนมที่อยู่ด้านใน
ผมรู้สึกถึงความใส่ใจ และความจริงจังในการแก้ไข้ปัญหาของผู้จัดการร้านนี้
และก็รู้สึกดีในมาตรฐานความปลอดภัยของทางร้านอีกด้วย

หลังจากนั้น ผมก็ให้คุณหมอตรวจดูฟันซี่ที่แตก ผลเสียหายมันมากกว่าที่ผมคิดเอาไว้เยอะเลย
หมอทำการเอ๊กเรย์ฟันของผม 2ครั้ง เอาฟิล์มมาตรวจดูก็พบว่า
ฟันด้านนึงแตกลึกลงไปถึงขอบเหงือก เสียหายถึงเส้นประสาทรากฟัน ไม่สามารถรักษาเพียงแค่การอุดปกติได้
ต้องรักษาราก และทำครอบฟัน แต่นั่นก็อาจจะยังไม่ดีพอเพราะมันมีโอกาสหลุดหรือกลับมาเสียหายได้อีก
เพราะขอบฟันอยู่ต่ำเกินไป ครอบยาก ดูแลก็ยาก
ถ้าจะให้ดีที่สุดคือต้องทำการฝังรากเทียม ซึ่งค่าใช้จ่ายมันจะสูงมาก ประมาณร่วมแสนบาท
ผมคิดว่ามันจะหนักไปสำหรับร้านที่จะมารับผิดชอบค่ารักษาถึงขนาดนี้ เพียงเพราะแค่ขนมถ้วยนั้นเดียว
ก็เลยคิดว่าให้รักษารากกับทำครอบฟันก็น่าจะเพียงพอแล้ว
พอสอบถามค่าใช้จ่าย ก็ได้ความว่า
ค่ารักษารากจะประมาณ 7,000บาท
ค่าวัสดุอุปกรณ์ทำครอบฟันประมาณ 2หมื่นกว่าบาท
รวมแล้วจะประมาณ 3หมื่นบาท
ต้องเข้ามาทำฟันทั้งหมด 5ครั้ง ถึงจะเสร็จเรียบร้อยดี
โอ้วววว ผมรู้สึกตกใจกับค่ารักษาที่สูงอลังการเป็นอย่างมาก

พอผู้จัดการร้านขนมทราบค่าใช้จ่ายตามที่หมอฟันแจ้งมา ว่าประมาณ3หมื่นก็หน้าถอดสีทันที
เขาบอกว่า “ถ้าค่าใช้จ่ายสูงขนาดนี้ ผมคงต้องโทรถามที่ร้านใหม่อีกครั้งแล้วล่ะครับ”
พร้อมเดินออกไปโทรศัพท์นอกคลินิก

ผมก็ยังอึ้งอยู่ เอาล่ะสิ ใครจะรับผิดชอบค่าทำฟันล่ะงานนี้

เดี๋ยวมาเล่าต่อนะครับ พิมพ์จนตาแฉะแล้ว ขอไปนอนพักสายตาก่อนครับ

กลับมาเล่าต่อนะครับ เมื่อคืนหลับยาวเลยครับ

ผู้จัดการร้านขนมหลังจากวางสายโทรศัพท์ก็เดินกลับเข้ามาในคลินิกทันตกรรม
แล้วเขาก็บอกกับผมว่า
ค่าใช้จ่ายในการทำฟันมันสูงมาก ทางประกันแจ้งว่าต้องการตรวจสอบหลักฐานเพิ่มเติมก่อน
ดังนั้นตอนนี้อาจจะต้องให้ทางประกันมาเครียกับทางลูกค้าเอง
เขาก็หยิบของแข็งปริศนาสีดำซึ่งใส่อยู่ในถุงซิปล็อคติดตัวมาด้วย (วันที่เกิดเหตุผมได้ให้กับทางร้านไว้)
เขาหยิบมันขึ้นมาแล้วบอกว่า คือถ้าพิสูจน์ทราบว่าสิ่งนี้คืออะไร ก็น่าจะทำให้เรื่องนี้เครียง่ายยิ่งขึ้น

“ถ้ามันเป็นชิ้นส่วนที่หลุดมาจากเครื่องปั่นน้ำแข็ง ใบพัด  หรือเป็นสิ่งแปลกปลอมอื่นๆปนเปื้อน
จากวัตถุดิบ จากขั้นตอนการทำขนม จากภาชนะ
ซึ่งบ่งชี้ถึงความผิดพลาดของทางร้าน
ทางประกันก็จะจ่ายค่ารักษาตามที่ว่ามาได้
แต่ถ้ามันเป็นเศษที่มาจากวัสดุอุดฟันของคุณลูกค้าเอง
มันก็อาจจะไม่ใช่ความผิดพลาดที่มาจากทางร้าน ก็ต้องดูว่าทางประกันจะว่ายังไง”

“คุณลูกค้าเคยมีการอุดฟันมาก่อนไหมครับ?” เขาถาม
“มันก็ต้องเคยอยู่แล้วนะ” ผมตอบไป
แต่ไม่แน่ใจว่าซี่ที่แตกจะเป็นซี่ที่เคยอุดมาก่อนหรือเปล่า

ผมในใจก็คิดๆดู เอ่อ หรือว่ามันจะเป็นเศษวัสดุอุดฟันของเราเองนะ
เพราะของแข็งสีดำปริศนาชิ้นนี้มองๆไปก็คล้ายวัสดุอุดฟันอยู่เหมือนกัน

ถ้ามันเป็นเช่นนั้น ฟันเราแตกจากสิ่งใดกันละเนี่ย?
เราไปกัดโดนเศษวัสดุอุดฟันของตัวเองเหรอ อืมม ไม่น่าใช่
หรือเราไปกัดโดนอย่างอื่นก่อน พอฟันเราแตก ก็ไปกัดวัสดุอุดฟันที่หลุดออกมาอีกที?

ในตอนนั้นผมก็มึนไปหมด คือรู้ว่าฟันแตกจากการประทะอะไรบางอย่างแน่นอน
แต่ถ้าร้านไม่ผิดเขาก็ไม่จำเป็นต้องออกค่าใช้จ่ายให้เรา
แต่นี่ฟันเราแตกไปแล้วนะ มันความผิดของเราหรือเปล่านะ? แล้วถ้าเขาไม่รับผิดชอบล่ะ
ถ้าเราต้องมาจ่ายค่าทำฟันนี้เอง มันก็หนักเอาการอยู่
ก็คิดวนๆอยู่สักพัก

สักพักหมอฟันก็เดินออกมาจากห้องทำฟัน ก็เลยเอาของแข็งปริศนานั้นไปให้หมอช่วยดูให้
หมอตอบทันทีแบบไม่ต้องคิด

“มันคือวัสดุอุดฟันไง”

อ่าวเหรอ แล้วแบบนี้ทางร้านกับประกันเขาจะจ่ายให้เราไหมเนี่ย ผมก็สงสัย

หมอบอกว่า น่าจะกัดโดนอะไรแข็งๆนั่นแหละ และทำให้ฟันแตกออกมา
พอฟันมันแตก มันก็ต้องมีวัสดุอุดฟันออกมาอยู่แล้วสิ เพราะมันติดอยู่กับฟันใช่ไหมล่ะ
เพียงแต่ว่าเราอาจจะหาเศษนั้นไม่เจอ
อาจหลุดลงคอไปแล้ว หรือตกหล่นหายไป ก็เป็นได้

ตอนนี้กลับกลายเป็นว่า ของแข็งสีดำปริศนาที่ผมส่งให้ทางร้านไปนั้น
อาจจะไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ฟันของผมแตกเสียแล้ว
ฟันของผมอาจจะแตกด้วยสิ่งอื่นที่ผมหาไม่พบ
ตอนที่กัดเจอของแข็งครั้งแรก ผมจำได้ว่ายังทานต่อไปอีกหน่อย


ผมก็ลองคิดถึงความเป็นไปได้หลายๆอย่างดู
กรณีที่1. ผมกัดโดนอะไรบางอย่างที่แข็งๆในขนมหวานนั้น อาจจะเป็นน้ำแข็ง หรือสิ่งปนเปื้อนของแข็งอื่นๆ
แล้วทำให้ฟันแตก  เศษฟันกับวัสดุอุดฟันก็เลยหลุดออกมา ผมก็ไปกัดโดนวัสดุอุดฟันตัวเองต่อ
แต่น้ำแข็งอาจจะละลายไปแล้ว หรือถูกกลืนลงไปแล้ว
กรณีที่2. ผมกัดโดนวัสดุอุดฟันของตัวเอง ซึ่งมันหลุดออกมาเองในระหว่างที่ทานขนมหวานอยู่ และส่งผลให้ฟันแตก

โอกาสที่จะเป็นกรณีที่2ก็จะน้อยครับ เพราะผมไม่มีปัญหาเกี่ยวกับฟันมาก่อนหน้านี้
ไม่ได้รู้สึกว่าฟันโยก ไม่เสียวฟัน ไม่ปวดฟัน หรือรู้สึกว่าฟันมีรอยร้าวก่อนที่จะมาทานขนมเลย
แต่ไม่ว่าจะเป็นข้อไหน ผมก็ไม่มีตัวสาเหตุที่ทำให้ฟันแตกไปยืนยันกับทางประกันของเขาเลยครับ

คือถ้าเราได้รับความเสียหาย และฟันแตกในขณะทานขนมในร้าน เวลาเราร้องทุกข์ไป
มันเป็นหน้าที่ของเราด้วยหรือเปล่าที่จะต้องไปตามเก็บวัตถุที่เป็นสาเหตุไปยืนยันกับทางร้าน?
แล้วถ้าเราไม่เจอวัตถุนั้น อาจจะเพราะหล่นหาย หลุดออกไป กลืนลงไป สูญหายไป
ทางร้านเขาควรจะรับผิดชอบให้เราหรือเปล่า?
หรือว่าเราจะต้องรับผิดชอบตัวเอง?
ปกติมันควรจะเป็นแบบไหนครับ

ตอนนี้ผม ยืนอยู่ที่หน้าเค้าทเตอร์ทำฟัน กับผู้จัดการร้านขนม ผู้ช่วยผู้จัดการ และก็หมอฟัน
ยืนอยู่ด้วยกัน 4คน
กำลังครุ่นคิดอยู่ว่า วันนี้จะเอายังไง เพราะดูแล้วยังคงต้องรอคำตอบต่อไป
ผมไม่อยากรอเพราะฟันเป็นรู ก็ทรมานอยู่นะ

ผู้จัดการร้านขนมบอกกับผมว่า ตอนนี้ต้องรบกวนคุณลูกค้าอย่าเพิ่งเริ่มทำการรักษานะครับ
รอให้ทางประกันเขาตรวจสอบก่อน
หมอฟันพูดขึ้นมาว่า
“คงไม่ต้องตรวจสอบแล้วนะ เพราะเรารู้แล้วว่าของแข็งปริศนานั่นคือวัสดุอุดฟันของลูกค้าเอง
ตรวจสอบไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา”

สักพักหมอฟันก็เรียกผมเข้าไปที่ห้องทำฟัน
“เข้ามาก่อนสิ หมอจะอุดชั่วคราวให้ก่อนนะ” หมอพูด
แล้วค่อยมาว่ากันต่ออีกทีว่าจะทำอย่างไรหลังจากนั้น

ยังไม่จบ เดี๋ยวมาเล่าต่อนะครับ พิมพ์นานเริ่มปวดหลังแล้วครับ มาเล่าต่อแล้วนะครับ ขออภัยที่ทำให้ต้องรอ

ผมเข้ามารับการทำฟันในห้องทำฟัน
หมอใช้วัสดุอุดชั่วคราวอุดฟันให้ผมจนเรียบ
พออุดเสร็จหมอบอกว่าอย่าเพิ่งไปโดน
ให้รอสักครึ่งชั่วโมงจนมันแข็งตัวดีก่อน
ส่วนที่อุดวันนี้จะอยู่ชั่วคราวได้ประมาณเดือนนึง

ผมก็คิดว่าการที่ผู้จัดการร้านเขาให้ผมมาทำฟันคือจริงๆเขาคงไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าค่าทำฟันจะสูงถึงขนาดนี้แน่ๆ
วันนี้พวกเขาคงเตรียมเงินมาสำรองจ่ายให้ไปก่อนถ้าเป็นการอุดรักษาทั่วไปไม่กี่ร้อยบาทแล้วก็คงจะไปเบิกกับบริษัทประกันทีหลัง แต่พอมาเจอกับค่ารักษาที่สูงมากขนาดนี้ก็คงเหวอถึงกับตั้งตัวไม่ทัน
ผมก็เข้าใจมุมมองพวกเขานะครับ เพราะถ้าจ่ายแพงมากแล้วเบิกประกันไม่ได้ก็จะมีปัญหาเช่นกัน

ส่วนค่าฟิล์มเอ๊กซเรย์กับค่าอุดฟันของวันนี้ล่ะ ใครจะเป็นคนจ่าย ผมก็คิดไว้แล้วว่าถ้าวันนี้พวกเขาไม่จ่ายให้ ผมก็เตรียมใจไว้แล้วว่าเป็นคนชำระค่าใช้จ่ายของวันนี้เอง

สรุปค่าใช้จ่ายของวันนี้
ค่าฟิล์มเอ๊กซเรย์2แผ่น 300 บาท
ค่าอุดฟันชั่วคราว 400 บาท
รวมทั้งสิ้น 700 บาท

ผมเดินออกมาจากห้อง พวกเขายังคงรอผมอยู่ที่หน้าเค้าทเตอร์คลินิก
ผู้จัดการร้านขนมหวานได้ออกเงินค่ารักษาส่วนนี้ให้ผมทันที โดยไม่อิดออด
ผมรู้สึกชื่นชมในสิ่งที่พวกเขาทำในวันนี้นะครับ พวกเขาแมนมาก แม้ว่าฟันของผมยังคงต้องรอรักษาต่อไป

สรุปของวันนี้คือ ผมต้องรอก่อน พวกเขาจะให้บริษัทประกันโทรติดต่อผมอีกที ว่าเรื่องนี้จะสรุปว่าอย่างไร
พวกเขาบอกว่าช่วงนี้ผมอาจจะได้รับการติดต่อทั้งจากทางร้านและจากทางบริษัทประกันเป็นระยะ

เพื่อนมีอะไรก็แนะนำผมได้นะครับ ว่าผมควรทำอย่างไรต่อไปจากนี้

จบแล้วครับ ถ้ามีความคืบหน้าอะไรจะมาบอกนะครับ
ขอบคุณที่ติดตามอ่านครับ


เครดิต : Pantip